กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่และผู้แทนชาวนา ลุยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เผยให้เจ้าหน้าที่กรมและเกษตรกรสแกนร้านขายปุ๋ย-เคมีเกษตรที่เอาเปรียบ ก่อนแจ้งสารวัตรตรวจจับ

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีเฉลี่ยสูงถึง 23% หากมีการบริหารจัดการในส่วนนี้ได้จะช่วยให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และพัฒนาผลผลิตให้เพิ่มขึ้นจากเดิม สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของดินและปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต จึงได้กำหนดแนวทางการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งหน่วยบริการดินปุ๋ยชุมชน ในรูปของวิสาหกิจชุมชนที่บริหารและการจัดการโดยกลุ่มเกษตรกร มีการนำเทคโนโลยี “การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน” และการใช้ปุ๋ยเคมีแบบ “ปุ๋ยสั่งตัด” ซึ่งเป็นการนำค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารหลัก N P K ในดินที่เป็นปัจจุบันมากำหนด

คำแนะนำการใช้ปุ๋ยให้สอดคล้องกับความ ต้องการธาตุอาหารของพืช และพบว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้จริง โดยมีข้อมูลยืนยันจากหลายแหล่ง เช่น การส่งเสริมเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยสั่งตัดสำหรับข้าวของสำนักงานเกษตรจังหวัด ขอนแก่น

ปี 2556 จากการเก็บข้อมูลจากเกษตรกร 26 แปลง พบว่าต้นทุนค่าปุ๋ยลดลง 37-61% และข้อมูลจากวิสาหกิจชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี ซึ่งใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดในนาข้าว ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้ 52% คิดเป็นเงินที่ลดลง 506 บาท/ไร่

เพื่อให้การลดต้นทุนการผลิตเป็นไป อย่างกว้างขวาง กรมจึงมีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์บริการดินปุ๋ยชุมชนต้นแบบ จังหวัดละ 1-2 กลุ่ม รวม 94 กลุ่มทั่วประเทศมาสัมมนา และ

ปี 2558 ต้องครบ 882 กลุ่ม ครบทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อปรับกระบวนทัศน์และให้ความรู้ในเรื่องการวางแผนอย่างฉลาด

และ ถอดองค์ความรู้จากกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งอบรมให้ความรู้เรื่องดินปุ๋ย ฝึกปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ดินและแปลผล ตลอดจนแนวทางจัดตั้งศูนย์บริการดินปุ๋ยชุมชนต้นแบบ

“ต่อไปศูนย์ วิเคราะห์ดินปุ๋ยชุมชนจะมีเครื่องมือวิเคราะห์ดินทดสอบดินง่าย ๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตขึ้นมาเครื่องละ 4,000 กว่าบาท เฉลี่ยแล้วดินแต่ละแปลงที่ตรวจว่าขาดธาตุอะไร มีค่าใช้จ่ายแปลงละ 50 บาท ใช้เวลาตรวจไม่เกิน 3 วัน จากเดิมที่ส่งไปตรวจต้องใช้เวลาเป็นเดือนจึงจะทราบผล และที่ผ่านมาไทยใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จากปี 2551 นำเข้า 3.8 ล้านตัน แต่ในปี 2555 นำเข้า 5.58 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 47%”

สำหรับการตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยและเคมีเกษตรในช่วงนี้นั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปกติกรมวิชาการเกษตรจะมีสารวัตรในการตรวจสอบว่าร้านที่ขายมีทะเบียนร้านค้า หรือไม่ มีการขึ้นทะเบียนขายปุ๋ยและเคมีเกษตรตาม พ.ร.บ.ปุ๋ยฯหรือไม่ ต่อไปเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะเข้ามาช่วยสแกนด้วย รวมทั้งเรื่องการกักตุนปุ๋ยหรือเคมีเกษตร การขายเกินราคา ภาวะปุ๋ยขาดแคลน ก็จะให้เกษตรกรร้องเรียนมาอีกทางหนึ่ง เพราะรู้ดีที่สุด ก่อนจะแจ้งสารวัตรเกษตรเข้าตรวจจับ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


ต้องยอมรับความจริงที่ว่า ปุ๋ยในไทยนั้นมีการปลอมกันมากเหลือเกิน พ่อค้าจ้องจะเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา แม้ทางการจะเอาจริงเอาจังขึ้น ปัญหาก็ยังไม่หมดไป หรืออาจจะเพลาๆลงไปช่วงหนึ่ง แล้วก็กลับมาเป็นแบบเดิม

ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวจากฟายโตโนวานั้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ทุกประการ ดังนั้นเกษตรกรจึงมั่นใจได้ว่าได้ของคุณภาพ สมกับราคาที่ต้องจ่ายไป
1. ฟายโตมัส ทำให้ดินร่วนซุย และทำให้พืชดูดซึึมอาหารจากดินได้มากขึ้น
2. ฟายโตโนวา-โปรตีน จะทำให้พืชโตเร็วขึ้นเพราะเป็นการให้อาหารทางลัด